รู้ – ตื่น – เบิกบาน

รู้…เพราะเห็นตามความเป็นจริงตื่น…เพราะเข้าใจและเข้าถึงความไม่มีตัวตนที่แท้เบิกบาน…เป็นสุข เพราะเข้าถึงอิสรภาพที่อยู่เหนือการเกิดและการตาย รู้ หรือ สภาวะของจิตเดิมแท้ จะมีลักษณะที่สำคัญอยู่ 3 ประการ ได้แก่ รู้ (Mindfulness) คือ อาการรู้ที่มีแต่เดิมโดยธรรมชาติ เป็นการรู้เห็นตามความเป็นจริง ที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ โดยปราศจากการบังคับควบคุม เป็นการรู้ในปัจจุบันขณะอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีความเป็น “เรา” เข้าไปเจือปนหรือบังคับกดดัน ไม่ใช่ผลของการพยายามที่จะรู้สึกตัว แต่เป็นสภาวะรู้ที่มีอยู่แล้วโดยสมบูรณ์ตามธรรมชาติ เรียกว่าตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีการยึดมั่นในตัวตนของผู้ตื่น ตื่น (Awareness, Alertness, Awakening) คือ สภาวะตื่นตัวต่อสัจธรรมความจริง เป็นอาการเข้าใจและแจ้งชัดตระหนักรู้ต่อสัจธรรมที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ อันเป็นผลจากการรู้ตามธรรมชาติที่มีอยู่ เป็นสภาวะแห่งปัญญาที่สมบูรณ์ เบิกบาน(Freedom, Peace, Enlightenment) คือ สภาวะแห่งความเป็นอิสระ บริสุทธิ์ เบิกบาน เพราะปราศจากการครอบงำโดยความเป็นเรา อันเป็นผลมาจากความเข้าใจในสภาวะสัจธรรมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แล้วไม่มีการยึดติดผูกพันอยู่กับสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น จากหนังสือ หัวใจตื่นรู้ Photo by Austin Schmid on Unsplash

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

18/12/2019

CHECKLIST : เครื่องวัดผลในการฝึกจิต

มีพฤติกรรมทางกาย วาจา และใจที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น คือ มีการปฏิบัติตนต่อสังคม สภาพแวดล้อมดีขึ้น  มีระเบียบในการดำเนินชีวิตมากขึ้น มีน้ำใจและเสียสละเพื่อส่วนรวมมากขึ้น มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตนเองกับคนรอบข้าง ธรรมชาติ ไปจนถึงโลกรอบตัว เกิดความสามารถในการวางเฉยต่ออารมณ์ที่เคยทำให้หวั่นไหวและความเบี่ยงเบนทางอารมณ์ ยังคงศรัทธาและเชื่อมั่นในสิ่งดีงาม แม้อยู่ท่ามกลางปัญหา อารมณ์ที่รุมเร้าหรือรุนแรง เห็นถึงการลดลงของอัตตาตัวตน และการเพิ่มขึ้นของความอ่อนน้อมถ่อมตน ความไม่ดีต่าง ๆ มีลดลง เช่น ความอยากได้เหมือน ๆ คนอื่น ความเจ้าอารมณ์ ความฟุ้งซ่านมีการลดลงอย่างเห็นได้ชัด เห็นแก่ตัวน้อยลง ในชีวิตประจำวัน จิตของเราสามารถคงอยู่ในความสงบ เบิกบาน สภาพจิตระหว่างปฏิบัติมีความแช่มชื่น อิ่มใจ เย็นใจ ปลอดโปร่งและตั้งมั่น เหมาะแก่การทำงาน พร้อมที่จะเอาไปใช้สร้างสรรค์พัฒนาสิ่งที่ดีงาม ความตึงเครียดของจิตลดลง หรือไม่มี มีการนำประสบการณ์ในการปฏิบัติมาเพิ่มพูนเป็นความรู้ในการพัฒนาตนมากขึ้น ความรู้ ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ถูกต้องตามความเป็นจริง ตามเหตุปัจจัยเพิ่มขึ้น และนำความรู้ที่มีอยู่มาใช้แก้ปัญหาได้อย่างสันติ รู้วิธีจัดการกับความทุกข์ ไม่ให้ติดอยู่กับตัวนาน Photo by Glenn Carstens-Peters on Unsplash

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

11/12/2019

จังหวะประจักษ์ความจริง…ของรพินทรนาถ ฐากูร

เมื่อข้าพเจ้าอายุได้สิบแปด สายลม ดอกไม้ผลิฉับพลันของประสบการณ์ธรรมประจักษ์…ได้พัดสู่ชีวิตของข้าพเจ้า และผ่านไปโดยประทับรอยข่าวสารชัดแจ้งถึงความจริงแท้ด้านจิตวิญญาณไว้ในความทรงจำ เมื่อรุ่งอรุณครั้งหนึ่ง  ขณะยืนดูดวงอาทิตย์เคลื่อนขึ้นเหนือพุ่มไม้ ในทันทีข้าพเจ้ารู้สึกคล้ายกับว่า หมอกทึบแห่งอดีตกาลได้ถูกยกออกพ้นสายตาขณะหนึ่ง และแสงอรุณที่อาบผิวโลกอยู่ก็เผยให้เห็นความปีติรุ่งโรจน์ภายใน ม่านคลุมแห่งความจำเจที่มองไม่เห็นได้ถูกยกออกจากสรรพสิ่งและจากผู้ฅนทั้งหลาย และแสดงความหมายสำคัญสูงสุด กระจ่างชัดแก่ดวงจิตของข้าพเจ้า — สิ่งซึ่งควรจดจำในประสบการณ์นี้คือ การขยายขอบเขตแห่งจิตใจของข้าพเจ้าอย่างฉับพลัน เข้าสู่โลกระดับใหม่ในมนุษย์ บทกวีซึ่งข้าพเจ้าเขียนไว้ในวันแรกแห่งความตื่นใจชื่อ “น้ำตกตื่นจากหลับแล้ว” แสงอาทิตย์ได้แผดเผาละลายหิมะน้ำแข็งซึ่งห่อหุ้ม กักขังดวงวิญญาณของธารน้ำตกไว้ในความเปล่าเปลี่ยว  ณ บัดนี้มันประกาศอิสรภาพของมัน โดยการไหลตกสาดซ่า เพื่อบรรลุปลายทางของมัน โดยสละตัวตนอย่างไม่รู้สิ้น รวมเป็นหนึ่งเดียวกับห้วงสมุทร: แก่งหินและภูผาเลื่อนลั่นสายน้ำเอ่อท้นท่วมตกกระจายแตกฟองซัดสาดไหลเชี่ยวในความปลื้มเปรมปราโมทย์ก่อสรรพสำเนียงครืนคลั่งพลุ่งพล่านเพราะต้องแสงอรุณน้ำจะกำซาบซึมซับโลกเต็มแรงและข้าฯ-ข้าจะรินความรักเป็นลำน้ำข้าจะทำลายกรงขังแห่งหินผาข้าจะท่วมท้นโลกและจะเห่กล่อมด้วยเพลงไพเราะอย่างเอิบอิ่มบ้าคลั่งข้าจะวิ่งส่งเสียงหัวเราะเริงร่า เก็บดอกไม้ สยายผมโลดแล่นกางปีกสายรุ้งโผบินผ่านโมงยามอาบแสงสุริยาข้าจะโจนจากยอดสู่ยอดและสาดรดหลั่งอุทกจากเนินสู่เนินข้าจะหัวเราะกึกก้องและตบมือเข้าจังหวะกับฝีเท้าที่เหยียบย่ำไป* ท่านมหากวีกล่าวว่า บทเพลงที่ท่านเขียนขึ้นหลังจากเหตุการณ์ธรรมประจักษ์เช่นที่ยกมาดังกล่าว “เป็นการเปิดเผยธาตุแท้ภายในออกมาเป็นครั้งแรก เป็นการฉลองการเปิดทวารอันหนึ่ง และเป็นการบรรลุอนันตภาวะภายในอันตภาวะ” *รพินทรนาถ ฐากูร. (2554, ตุลาคม). หิ่งห้อย. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ผีเสื้อ. Photo by Jared Erondu on Unsplash

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

11/12/2019

ความว่างเปล่า : ชุนริว ซูซูกิ

เพราะสรรพสิ่งทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ล้วนไม่มีตัวไม่มีตน เป็นของว่างเปล่า ตั้งอยู่ไม่ได้ถาวรและสร้างทุกข์ทั้งสิ้น ดังนั้น การเข้าไปยึดจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแม้แต่การปฏิบัติ ล้วนแต่เป็นหนทางที่ทำให้เราเกิดการยึดติดขึ้นมา ดังนั้น จึงไม่มีใครที่ต้องพยายามทำอะไรเพื่อให้ได้อะไรหรือบรรลุถึงอะไรเลย เป็นเรื่องค่อนข้างปกติที่พวกเราจะพยายามค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ โดยคิดว่าวิธีนี้จะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความจริงแล้วการที่ทำเช่นนี้ ลงท้ายเราจะไม่รู้อะไรเลย ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาของเราไม่ควรมาจากการรวบรวมข้อมูลจากที่นั่นที่นี่เพื่อเป็นความรู้เท่านั้น          แทนที่จะเก็บรวบรวมความรู้ เธอควรทำใจให้ผ่องแผ้วมากกว่า          ถ้าใจของเธอบริสุทธิ์ ความรู้ที่แท้จริงก็เป็นของเธอแล้ว เมื่อเธอฟังคำสอนของเราด้วยใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เธอจะยอมรับมันเหมือนกับว่า เธอกำลังฟังสิ่งที่เธอรู้มาก่อนแล้ว นี่เรียกว่าความว่างหรือตัวตนที่ทรงสรรพานุภาพ หรือสัพพัญญู…ผู้รู้ทุกสิ่งอย่าง เมื่อเธอรู้ทุกอย่าง เธอจะเป็นเหมือนท้องฟ้าที่มืดมิด บางครั้งจะมีสายฟ้าปรากฏขึ้นในท้องฟ้าที่มืดมิด แต่หลังจากที่มันผ่านไปแล้ว เธอจะลืมไป ไม่มีอะไรอีกนอกจากฟ้าที่มืดมิด          ท้องฟ้าไม่เคยประหลาดใจที่จู่ๆ สายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมา          เมื่อใดที่เกิดสายฟ้า เราจะได้เห็นภาพที่งดงาม เมื่อใดที่เรามีความว่างเปล่า เราจะพร้อมเสมอสำหรับการเฝ้าดูสายฟ้า ชุนริว ซูซูกิ Photo by Michał Mancewicz on Unsplash

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

11/12/2019

การตื่นรู้คืออะไร โดย พระไพศาล วิสาโล

ความหมายเบื้องต้นของการตื่นรู้คือ การมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เพราะคนเราส่วนใหญ่มักจะอยู่ในความหลง หลงเข้าไปในความคิด หลงเข้าไปในอารมณ์ ซึ่งทำให้เราไม่ต่างจากคนหลับหรือคนละเมอ คนเราที่หลงมีอยู่ 2 แบบ แบบแรกคือ หลงเพราะลืมตัวหรือไม่รู้ตัว แบบนี้เป็นกันเยอะ แต่แบบที่สองที่เป็นกันมากที่สุดก็คือ หลงเพราะไม่รู้ความจริง ไม่รู้ความจริงของสรรพสิ่ง ซึ่งครอบคลุมถึงไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเราเองด้วย ไปหลงคิดว่าสิ่งทั้งปวงมันเที่ยง มันเป็นสุข มันเป็นตัวเป็นตน แบบนี้เรียกว่าเป็นความหลงขั้นพื้นฐาน ซึ่งทำให้เกิดความยึดติดถือมั่น หลงแบบนี้บางทีเราก็เรียกว่า “อวิชชา” มีความอยากได้เข้ามาครอบครองเป็นของกู มีความหวงแหนว่านี่เป็นพวกของกู ซึ่งก็นำไปสู่การรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งที่ถือว่าไม่ใช่ของกู เพราะฉะนั้นมันก็เป็นความหลงที่นำไปสู่การเบียดเบียน และการทำลาย เมื่อใดก็ตามที่เราตื่นรู้ เริ่มจากมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ก็ทำให้เราไม่หลงเข้าไปในความคิด ไม่หลงเข้าไปในอารมณ์ และไม่ถูกกิเลสครอบงำ ถ้าเราต้องการที่จะมีความสุข มีอิสระ ก็ต้องทำใจของเราให้ตื่น เริ่มจากมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม อยู่แบบไม่ใช่คนหลับใหลหรือคนละเมอ แล้วความรู้ตัวทั่วพร้อมนี่แหละที่จะเป็นพื้นฐานไปสู่การทำความดี และเห็นความจริง มันก็จะบาทฐานไปสู่การตื่นรู้ เป็นอิสระจากมายาภาพ จากอวิชชา จากความหลงงมงาย ที่ไปเห็นสิ่งต่างๆ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เราจะไม่เห็นคนอื่นเป็นศัตรู แม้ว่าเขาจะมีความคิดต่างจากเรา  แม้ว่าเขาจะมีผิวสี เชื้อชาติ หรือสถานะต่างจากเรา ก็ยังเป็นมิตรกัน ตรงนี้เกิดจากการที่เรารู้จักตัวเอง จนถึงขั้นว่ามันไม่มีตัวกูเหลือเลย ยิ่งเรารู้จักตัวเองมากเท่าไร […]

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

10/12/2019

32 ข้อ ตัวชี้วัดว่า “ตื่นรู้” มากแค่ไหน โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

หลายคนได้ถาม ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตวิศวกรนาซ่า ผู้ค้นพบการเปลี่ยนแปลงภายใน  และปัจจุบันท่านได้ทำงานเผยแพร่การเข้าถึงการตื่นรู้ ว่าทำไมต้องฝึกสติ ฝึกสติไปแล้ววัดผลยังไง ท่านได้อธิบายง่ายๆ เป็นตัวชี้วัด  Key Behavior Indicators หรือ KBIs ที่มีแนวโน้มพฤติกรรมดังต่อไปนี้ สดใสขึ้น ใจว่าง ๆ โล่ง ๆ (ใจดีหรือดีใจ ไม่เหมือนใจโล่ง ๆ นะ) ไม่อมทุกข์ ไม่หน้าบึ้ง ยิ้มง่ายขึ้น ยิ้มให้คนอื่นก่อน ไม่ต้องรอให้คนอื่นยิ้มให้ก่อน ไหว้คนอื่นได้ก่อน ไม่มีข้อแม้ว่า ใครต้องไหว้ใครก่อน ถ่อมตน ไม่เจ้ายศ ไม่เจ้าอย่าง ง่าย ๆ ติดดิน รับผิดชอบงานมากขึ้น ไม่อ้าง ไม่หนี อดทน ยอม มีเมตตามากขึ้น ใช้เมตตาธรรมนำหน้าเหตุผล เมื่อได้ยินเรื่องราวใด ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะดู สังเกตมากกว่าที่จะด่วนวิจารณ์ ด่วนออกอาการ ด่วนออกอารมณ์ แม้นจะโดนด่า โดนเข้าใจผิด ก็ยังอดทน […]

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

10/12/2019

6 ปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติรุดหน้า

ในการปฏิบัติให้ได้ดีนั้น ชีวิตผู้ปฏิบัติควรประกอบไปด้วยปัจจัย 6 ประการ คือ 1. มีเจตนามุ่งมั่น คือ มีเป้าหมายและความตั้งใจในการที่จะทำสิ่งที่ปฏิบัติให้สำเร็จ 2. มีความใส่ใจ คือ มีการสอดส่อง คอยฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนอย่างสม่ำเสมอ 3. มีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ คือ มีการปฏิบัติที่ต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน ไม่หยุด แม้จะหมดกำลังใจ และยังหมายถึงไม่เปลี่ยนใจไปโดยง่าย เช่น หากลงมือปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็ทำในรูปแบบนั้นไปเลย ไม่โลเล วอกแวก จนกว่าจะทดลองและได้ผลสรุปแล้วว่าถูกทางหรือไม่ถูกทาง 4. มีที่ปรึกษาหรือครูบาอาจารย์ คือ ผู้ปฏิบัติในขั้นต้นไปจนถึงขั้นปลายควรมีอาจารย์คอยแนะนำให้คำปรึกษา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากทำเองแต่เพียงผู้เดียว ผู้ฝึกฝนอาจปฏิบัติผิดรูปแบบหรือทำในสิ่งที่ผิดจนเดินไปสู่ทางเสื่อมได้ 5. มีชุมชนที่ปฏิบัติร่วมกัน คือ มีกลุ่มหรือชุมชนเป็นผู้ร่วมทางเดินเดียวกัน สำหรับช่วยเกื้อหนุนให้ผู้ศึกษาหรือฝึกฝนเจริญงอกงามขึ้นไปในชีวิตที่ประเสริฐกว่าเดิม 6. มีหลักปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ มีหลักการในการฝึกฝนที่ถูกทางและมีหลักปฏิบัติที่เป็นหนทางนำไปสู่การตื่นรู้ได้จริง Photo by Jyotirmoy Gupta on Unsplash

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

09/12/2019

12 เหตุผลที่ทำให้ชาวพุทธหลายคนไม่สามารถเข้าถึงผลแห่งการปฏิบัติภาวนา โดย พศิน อินทรวงค์

1ถ้าไม่หายสงสัยจะไม่ทำ หมายความว่า เป็นคนที่ต้องเห็นถึงจะยอมทำ ต้องรู้ให้ได้ว่า นรกมีจริง สวรรค์มีจริง ชาตินี้ชาติหน้ามีจริง ถ้าไม่เห็นด้วยตาตนเอง จะไม่ยอมทำอะไรเลย แล้วถ้าคิดเช่นนี้ก็คงไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พิสูจน์ไม่ได้ พิสูจน์ได้แน่นอน แต่ต้องใช้เวลา ต้องพัฒนาจิตไปได้ระดับหนึ่งจึงสามารถรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะขอเห็นก่อนโดยไม่ลงมือปฏิบัติ คนพวกนี้จึงได้แต่โต้แย้งในสิ่งที่ตนเองสงสัย ทำให้สูญเสียเวลาชีวิตไปเปล่า ๆ 2เห็นประโยชน์และมีความศรัทธา แต่มีข้ออ้างมากมายเพราะความเกียจคร้าน คนเหล่านี้จะชอบทำบุญมากกว่าการภาวนา เพราะทำได้ง่ายกว่า ซึ่งก็ไม่ผิด แต่การทำบุญทำทานก็ไม่ใช่ตัวที่จะทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งได้ ถือว่าเป็นกลุ่มที่เข้ากระแสความดีแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงตัวแก่นของพระพุทธศาสนา 3พูดมากเกินไป หมายความว่า เมื่อหาความรู้ได้แล้ว แทนที่จะลงมือปฏิบัติ กลับนำความรู้มาโต้เถียง วิเคราะห์ เที่ยวจับผิดสำนักนั้นสำนักนี้ โดยที่ไม่ได้ลงมือพัฒนาจิตใจของตน ผลที่ตามมาคือ จิตใจจะยิ่งตกต่ำลงเรื่อย ๆ เพราะอัตตาตัวตนพอกพูน คิดว่าตนเองดีกว่าผู้อื่นเพราะรู้หลักธรรมมาก 4ติดความดีมากเกินไป หมายความว่า มุ่งมั่นในการทำสาธารณประโยชน์มากเกินไป ช่วยเหลือผู้อื่นจนไม่มีเวลาช่วยเหลือตนเอง เมื่อช่วยเหลือผู้อื่นไปนาน ๆ มักจะมีความทุกข์ตามมาในภายหลัง เพราะเก็บเรื่องความทุกข์ของผู้อื่นมาคิด จนวุ่นวายปวดหัวไปหมด สุดท้ายก็เกิดความท้อแท้ เพราะไม่เข้าใจว่า โลกคือสิ่งที่เราไปควบคุมไม่ได้ 5มุ่งอยู่กับความผิดของผู้อื่น หมายความว่า ใช้เวลาจับผิดคนทั้งโลก […]

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

17/09/2019

10 สุดยอดพันธนาการแห่งจักรวาล

10 สุดยอดพันธนาการแห่งจักรวาล เครื่องจองจำมนุษย์ที่น่ากลัวที่สุดในจักรวาลดังที่กล่าวมาข้างต้น คือ “สังโยชน์ 10” หมายถึง เครื่องร้อยรัด 10 ประการ ที่ผูกมัดจิตใจให้เกิดการเวียนตายเวียนเกิด หรือวัฏฏะ อันไม่รู้จบ ได้แก่ ความเห็นผิดในกายในใจ – สักกายทิฐิ  ความหลงผิดเห็นว่ากายและใจ (รูปนาม–ขันธ์ห้า) เป็นเรา ของเรา ความลังเลสงสัย – วิจิกิจฉา  ความลังเลสงสัย ไม่แจ้งชัดในหนทางแห่งการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ที่แท้จริง ความติดดีติดปฏิบัติ – สีลัพพตปรามาส ความติดดี ความยึดมั่นในศีลวินัยที่ตนปฏิบัติ ความโกรธ ไม่พอใจ – ปฏิฆะ  ความขุ่นเคืองใจ ความไม่พอใจ หลงติดในรสสัมผัส – กามราคะ ความหลงติดในรสผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย หลงติดในรูปละเอียด – รูปราคะ  ความหลงติดในอารมณ์แห่งรูปอันละเอียด หลงติดในอารมณ์ละเอียด – อรูปราคะ  ความหลงติดในอารมณ์แห่งอรูป หรือนามอันละเอียด ความยึดมั่นในตัวเราตัวเขา – […]

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

17/09/2019