การตื่นรู้ก็เหมือนกับการปอกเปลือก

“ในเส้นทางการเติบโตภายใน การที่เราจะตื่นรู้ได้นั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน ถึงจะได้สัมผัสความละเมียดละไม เห็นกลไกของกาย ใจ ความคิด จิต จิตวิญญาณ หรือพลังงาน เราต่างได้แต่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่เป็นดั่งนิทานเล่าขานให้เพื่อนๆฟัง เพราะทุกคนต่างมีเรื่องราวชีวิตเป็นของตัวเอง ที่ต้องออกเดินทางค้นพบคำตอบที่แท้จริงด้วยตัวเอง และเมื่อเห็นผู้คนในสังคมเริ่มตื่นมากขึ้น ก็อาจจะมีคนอยากฟังนิทานตื่นรู้มากขึ้น”

จุดเริ่มของการเห็นเปลือก

หยดพิรุฬ ไทยเกิด คลุกคลีงานด้านโทรคมนาคมมานาน 10 ปี ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม แต่วันหนึ่งเธอทิ้งทุกอย่างที่เคยหล่อหลอมเป็นตัวเธอ แล้วค่อยๆก่อร่างสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ในแบบของเธอเอง ด้วยสองมือที่เธอใช้ปลูก จับเสียม จอบ เพื่อรดน้ำพรวนดิน ไม่ใช่มันสมองที่เคยใช้คิดคำนวณ เธอหันหลังให้กับโลกใบที่เธอเคยใช้ชีวิตเหมือนหยิบยืมมาจากคนอื่น ทำทุกสิ่งไปตามแรงขับที่ตรงข้ามกับความต้องการของตัวเอง แล้วเปลี่ยนมาใช้ชีวิตในโลกอีกใบที่การใช้ชีวิตแต่ละวัน คือการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ พร้อมๆกับการสดับฟังเสียงหัวใจตัวเอง

อดีตวิศกรหญิงที่วันนี้ผันตัวเองมาเป็นชาวไร่เต็มตัว เธอจะมาสวมวิญญาณนักเล่าเรื่อง เล่านิทานชีวิตของเธอให้เราฟัง

หากจะให้ย้อนเวลากลับไป ถ้าไม่ได้เดินทางภายใน ชีวิตตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

หยดคงตัดสินคนจากภายนอก อวดรู้ อวดดี อวดฉลาด เปรียบเทียบ ข่มคนอื่น มองคนอื่นโง่หมด ยโสกับเปลือกนอกว่าคือเพชรแท้ และคงใช้เวลาทั้งชีวิต ไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีที่สุดจากภายนอกมาเติมเต็มข้างใน เติมเต็มสิ่งที่ขาด เติมเต็มความขัดแย้งข้างใน หาคุณค่าภายนอก มาเติมเต็มจิตวิญญาณภายใน คงจะเหนื่อยมากกับชีวิตที่ต้องวิ่งตลอดเวลาแบบนั้น”

ทุกถ้อยคำราวกับมีชีวิต บอกเล่าเรื่องราวของมันได้เอง แต่ละประโยคกระตุกใจให้เต้นแรงรู้สึกตามเธอไปด้วย หรือเราเองก็อาจจะเคยเป็นหนึ่งในตัวละครนั้น ขณะเดียวกันก็เห็นภาพหญิงสาวขี้โอ่ที่หลงห่อหุ้มตัวเองด้วยเปลือกนอกราคาแพง เหยียดมองคนอื่นว่าราคาถูก ยิ่งเธอรู้สึกสับสน เธอก็ยิ่งกดผู้คนรอบข้างให้ต่ำลงเท่านั้น และไขว่คว้ามากขึ้น เพียงเพื่อจะสับสนเพิ่มขึ้น และรู้สึกกรวงเปล่ามากกว่าเดิม    

กระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเธอยอมค้อมตัวเองลง แล้วใช้สองมือเปล่าสัมผัสผืนดิน หยดพิรุฬค่อยๆเห็นผู้หญิงคนนั้น คนที่เคยเป็นเธอในอดีต เห็นเปลือกที่ผู้หญิงคนนั้นใช้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อคุกคามคนอื่น

ชั่วขณะที่เธอสัมผัสถึงจิตวิญญาณของดอกหญ้าต้นเล็กที่ปลิวลู่ลม เธอเริ่มตระหนักถึงคุณค่าแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในเปลือกอันหนาหนักนั้น บางสิ่งที่เป็นคุณค่าแท้จริง สิ่งนั้นเองทำให้เธอหยุดไขว่ขว้า แล้วหันกลับมามุ่งมั่นค้นหาแก่นแกนมั่นคงภายในตัวเอง

“เมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ธรรมชาติไม่ตัดสิน ไม่อคติ…หยดสัมผัสได้ว่า ดอกหญ้าไม่เคยแข่งขัน เปรียบเทียบตัวเองกับต้นกล้วย แต่มีความภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณของตัวเอง”

ราวกับมีสายลมพัดแผ่วผ่านเราไป แค่บทเริ่มต้นคล้ายว่าจิตวิญญาณของเราได้รับการเติมเต็มแล้ว 

หากจะถามต่ออีกนิด วันนี้ชีวิตของหยดพิรุฬเป็นอย่างไร  

นอกจากเป็นผู้ก่อตั้งไร่หยดพิรุฬ ไร่ปลูกเด็ก จังหวัดสิงห์บุรีแล้ว เธอยังเป็นวิทยากร โค้ช กระบวนกร ด้านจิตวิทยาและการพัฒนาตนเอง ทั้งยังเป็นคุณแม่ และคุณครูของเด็กๆอีกด้วย

นิทานแห่งการปอกเปลือก

“เริ่มจากคำถามที่หลายท่านมักถามว่า เป็นวิศวกรอยู่ดีๆ อาชีพมั่นคง บริษัทมั่นคง เงินก็โอเค แล้วทำไมมาทำไร่ ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย จะเสี่ยงไปมั้ย จะคุ้มมั้ย จะทำไปเพื่อ ?

จิตวิญญาณของนักเล่าเรื่องเริ่มทำงาน นิทานตื่นรู้ของอดีตวิศวกรหญิงเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งกับเด็กน้อยวัย 4 ขวบที่ปลุกแม่ของเธอให้ตื่นขึ้นจากความหลับไหล 

“เช้าวันหนึ่งก่อนไปทำงาน ลูกสาววัย 4 ขวบวิ่งมากอด แล้วพูดว่า วันนี้แม่ไม่ไปทำงานได้มั้ยคะ แม่ตอบว่า ไม่ได้ค่ะ แม่ต้องทำงาน จะได้มีเงินมาซื้อของเล่นให้ลูกไง ลูกตอบแบบไม่ต้องคิดว่า ของเล่นหนูมีเยอะแล้ว วันนี้แม่ไม่ต้องไปทำงานนะคะ

“คำพูดของลูกวนเวียนอยู่ในหัว ทำให้เกิดคำถามว่า อะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิตของเรากันแน่ ? เงิน อาชีพ ลูก ความสุข เวลา… หยดใช้เวลา ใช้ความสามารถ แลกเงิน เพื่อเอาเงินมาซื้อของเล่น สิ่งที่เราคิดว่าจะทำให้ลูกมีความสุข”

ผู้เป็นแม่เริ่มทบทวนถึงสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต มันคืออะไรกันแน่ เมื่อนั้นเธอจึงเริ่มตระหนักถึงความขัดแย้งในใจที่เก็บสะสมมานานแสนนาน  

“เราสูญเสียเวลา เวลาที่จะได้อยู่กับลูก เรามีความเครียดจากการขัดแย้งในตัวเอง เพราะใจต้องการอีกอย่าง สมองบอกเราอีกอย่าง เราไม่มีความสุข ลูกไม่มีความสุข ครอบครัวไม่มีความสุข

“การตื่นรู้เกิดขึ้น เมื่อเรายอมรับความขัดแย้งในใจ ยอมละวางตัวตน ละวางใบปริญญาเกียรตินิยม ละวางอาชีพที่รัก เพื่อคุณค่าที่แท้จริง เพื่อความสุขที่แท้จริง

“นับแต่นั้นเป็นต้นมา เส้นทางภายในและการตื่นรู้ของหยดได้เริ่มต้นขึ้นจากการทำไร่ จากการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ได้พูดคุยสะท้อนตัวเองผ่านธรรมชาติ ศิลปะบำบัด การภาวนา และการได้พบเจอเด็กๆจากหลากหลายครอบครัว”

พบคุณค่าภายใน

ใครๆต่างบอกว่าหยดเป็นคนเก่ง มีความสามารถ และเราก็ใช้ตัวตนนี้ เพื่อต้องการเป็นที่ยอมรับของทุกคน กดดัน เปรียบเทียบ แข่งขันตลอดเวลา พยายามซ่อมทุกอย่าง อยากควบคุมทุกอย่าง รวมทั้งต้องการให้ตัวเองภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเองด้วย

เมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ธรรมชาติไม่ตัดสิน ไม่อคติ ลม ฝน แดด บางอย่างควบคุมไม่ได้ เป็น Natural Flow เป็นความจริงอย่างนั้น ทุกสิ่งจึงมีคุณค่าในตัวเอง หยดเริ่มมองเห็นคุณค่าของต้นไม้ ดอกหญ้า ไข่เป็ด แม้กระทั่งขี้แพะ

หยดสัมผัสได้ว่า ดอกหญ้าไม่เคยแข่งขัน เปรียบเทียบตัวเองกับต้นกล้วย แต่มีความภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณของตัวเอง

หยดค้นพบคำตอบว่า ความเก่ง ความสามารถ ความฉลาด ไอคิวที่เรามี ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่ได้ช่วยให้โลกนี้ดีขึ้น หรือทำให้เรามีความสุขมากขึ้น แต่ถ้าความสามารถของเราแปรเปลี่ยนเป็นคุณค่า ที่ส่งต่อให้ผู้คนได้ ทำให้ผู้คนมีความสุขมากขึ้นได้ เหมือนดอกหญ้าที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง นั่นแหละคือคุณค่าที่แท้จริง

การเห็นความจริงแท้ในตัวเอง เข้าใจตัวเอง ไม่ขัดแย้งในตัวเอง รักตัวเองจริงๆ ไม่ตบตีกันข้างใน เป็นพลังงานที่สงบแต่ทรงพลัง และเมื่อแก่นแกนใจของเราแข็งแรง เราจะเหวี่ยงตามคลื่นกระแสมายาไม่เยอะ ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น มีความสุข เบิกบานใจกับสิ่งรอบข้างมากขึ้น เมื่อเราตื่นรู้ในตัวเอง เราจะไม่ตัดสิน เราจะเข้าใจ และรักคนอื่นมากขึ้น

กระแสโลก ขับเคลื่อน แข่งขัน ทำให้ผู้คนต้องเอาตัวรอด ด้วยเงิน วัตถุ เทคโนโลยี ความสำเร็จ การยอมรับทางสังคม ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยกับดัก เต็มไปด้วยมายา ถ้าใช้ชีวิตไม่ระวังจะ “หลงไม่รู้” ได้โดยง่าย หลงผิด หลงทุกข์ หลงระเริง หลงสุข หลงรู้ หลงยึด

การตื่นรู้ หรือเห็นความจริงแท้ ทำให้เราตื่นจากการหลง การหลับ การเสพติดมายา เมื่อตื่นจากการไม่รู้ เราจะใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น เข้าถึงคุณค่าที่แท้จริงมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาแบกสิ่งที่ไม่สำคัญในชีวิต ไม่ต้องหมกมุ่นกับความสุขภายนอกปลอมๆ การตื่นรู้จึงสำคัญมากๆ สำหรับผู้คนในยุคนี้

ก้าวออกจากเปลือก

เมื่อตื่นรู้ เราจะเห็นว่าคำตอบของชีวิตบางเรื่องไม่ได้ค้นพบได้ด้วยสมอง ความเก่ง ความฉลาด หรือความคิดหรือต่อให้คิดจนหัวระเบิดก็คิดไม่ออก เราหลงรู้อยู่ในความคิด ติดอยู่ในความฉลาดก็จะไม่ได้เจอคำตอบ ไม่เจอความจริงที่แท้ เงิบเลยค่ะ เพราะเจ้าตัวอีโก้ที่คิดว่า ฉันเก่ง ฉันรู้ ฉันฉลาด ฉันต้องคิด ต้องวางแผน และควบคุมทุกอย่างมันโดนรู้ทัน เมื่อเห็นก็เข้าใจ ยอมรับตัวเอง ให้อภัยตัวเอง มีตลกกับตัวเองด้วย

หลังจากนั้นเราก็มองคนอื่นเปลี่ยนไป ไม่เปรียบเทียบ ไม่ตัดสิน ไม่อคติ ไม่เอาความคิดของเราไปยัดใส่หัวคนอื่น ไม่ทุกข์ร้อนใจกับปัญหาคนอื่นมากมายเกินเหตุ มองเห็นความจริงแท้ในทุกๆคน เห็นความงามในทุกๆเหตุการณ์ เห็นสัจธรรมชีวิตมากขึ้น สบายใจขึ้นเยอะมาก

มาถึงวันนี้ คนรอบข้างเห็นว่าเราไม่ค่อยเหวี่ยง อารมณ์ขึ้นลงเพราะขัดแย้งในตัวเองเหมือนแต่ก่อน ลูกๆ เองก็มีความสุขขึ้น เพราะเราช่วยให้เขาได้มีพื้นที่ ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง

ถอดรหัสการปอกเปลือก

ทำไมการตื่นรู้จึงสำคัญมากๆ สำหรับผู้คนในยุคนี้ ?

หากถอดรหัสเส้นทางตื่นรู้ของคุณแม่ชาวไร่วัย 36 เราจะพบว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเริ่มมาจาก “ความเข้าใจตัวเอง” เพราะเราต่างมีชีวิตอยู่บนความสับสนและไร้สุข ใจของเราบางครั้งก็เหมือนระเบิดเวลาที่พร้อมระเบิดทุกเมื่อ เมื่อคนๆหนึ่งรู้แล้วว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคืออะไร ความขัดแย้งระหว่างใจกับสมองย่อมคลี่คลาย ชีวิตมีความสุขขึ้น อารมณ์ดีขึ้น ไม่หงุดหงิดเหมือนก่อน คนรอบข้างย่อมมีความสุขตามไปด้วย 

บวกกับการได้มาใช้ชีวิตฟังเสียงธรรมชาติ ปรับใจและกายให้ไหลไปตามจังหวะของธรรมชาติ ทำให้คุณแม่คนหนึ่งที่เคยวิ่งไล่ล่าวัตถุเพื่อเติมเต็มชีวิตให้ลูก กลับมาตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง หยุดตัดสินคนอื่น กระทั่งเห็นคุณค่าในตัวผู้อื่น

ความรู้สึกกดดัน นิสัยชอบเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ชอบแข่งขัน ฉันต้องดีกว่า เหนือกว่าก็หายไปด้วย พร้อมๆกับความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์หลั่งไหลเข้ามาแทนที่ เหมือนอากาศยามเช้าอันบริสุทธิ์ จนรู้สึกอยากแบ่งปันความรัก ความสุขให้แก่ผู้คน พร้อมที่จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าเพื่อโลกใบนี้

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นโลกที่เราทุกคนใฝ่ฝันถึง ทั้งโลกภายในตัวเราและโลกภายนอก มันเกิดขึ้นจริงแล้วผ่านนิทานตื่นรู้หลายสิบเรื่องที่ได้รับการเล่าขานบอกต่อ   

หากจะถามอีกครั้ง ทำไมการตื่นรู้จึงสำคัญมากๆ สำหรับผู้คนในยุคนี้ ?

“หยดเชื่อว่าเราทุกคนต่างค้นพบ หรือมีภาวะตื่นรู้กันทั้งนั้น เพียงแต่ไม่รู้ว่านั่นคือภาวะตื่น ไม่จำเป็นต้องเรื่องใหญ่ๆ แค่เรื่องเล็กๆที่ทำให้คุณละวางบางอย่างได้ เข้าใจตัวเอง เข้าใจความจริงมากขึ้นก็พอ เริ่มจากก้าวเล็กๆ เรื่องเล็กๆในชีวิตประจำวันของตัวเอง เมื่อทุกคนตื่นรู้ พบเจอความจริงแท้ ความงามและความรักที่เปี่ยมเต็มในตัวเอง ก็จะมีความเข้าใจ เอื้ออาทร แบ่งปัน เมตตาผู้อื่น แผ่ขยายสู่สังคมที่กว้างขึ้นๆ”

ไม่ต้องปอกเปลือกคนอื่น

ความอยากที่จะช่วยคนอื่นให้ตื่นรู้บ้าง บางทีเราก็คาดหวังมากเกินไป พยายามเกินไป จนลืมดูจังหวะและเวลาของแต่ละคน แม่หยดมองว่านี่เป็นหลุมพรางที่ใหญ่มาก – นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

เป็นความหวังดีที่อาจจะส่งผลร้าย เมื่อเราตื่นรู้กับเรื่องใดๆ เข้าใจแก่นแท้เรื่องอะไร มักจะเผลอหวังดีอยากให้คนอื่นตื่นบ้าง ไม่อยากให้หลับอยู่เหมือนเราแต่ก่อน แต่พอปลุกเขาผิดจังหวะปุ๊ป จากที่จะตื่น กลายเป็นแกล้งหลับต่ออีกยาว

ความหวังดีเลยกลายเป็นยาพิษ ทำร้ายทั้งเราและเขา สิ่งที่หยดได้เรียนรู้และก้าวข้ามมาได้คือ เราต้องอดทนให้มากพอ และเก็บความหวังดีไว้ ให้กับคนที่พร้อม ที่คู่ควร ในจังหวะที่เหมาะสม ลองหาจังหวะที่จะพูด บอก หรือแชร์ประสบการณ์นั้นๆ ลองยั้งและหยั่งตัวเองสักนิด ถามตัวเองว่า เราพูดเพราะอยากพูด หรือเขาอยากฟัง มันเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนจริงๆใช่มั้ย ไม่อย่างนั้น เราควรละวางอีโก้ที่อวดรู้และอยากจะบอกลง  

เพราะเราจะตื่นมากตื่นน้อย ยากหรือง่าย ก็ตามเหตุการณ์ ตามเหตุปัจจัย บางคนต้องเจอเรื่องร้ายๆ เรื่องใหญ่ในชีวิต กว่าจะยอมรับ กว่าตื่นได้ ก็จะเจ็บตัวหรือเสียเวลามากหน่อย บางคนแค่เห็นประสบการณ์ของคนอื่น ก็ตระหนักรู้ได้ โดยไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องโดนปลุกแรงๆ

ดังนั้นเราจะเข้าใจหรือเข้าถึงการตื่นได้ไม่ยาก ถ้าเราปรารถนาและกล้ายอมรับตัวเอง ละทิ้งบางตัวตนและกล้าแสวงหาคำตอบที่แท้จริงของชีวิต

เอ๊ะ-> อ่อ-> อึมม์-> อ่า

จากประสบการณ์ส่วนตัว หยดปอกเปลือกตัวเอง ตื่นรู้หรือตระหนักรู้ได้โดยการทบทวนตัวเอง หรือสะท้อนตัวเอง ด้วยกระบวนการดังนี้

1.เอ๊ะ – สังเกตให้เห็น

ถอยออกมามอง ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ความต้องการ ของตัวเอง และตั้งคำถามว่า ทำไม เพราะอะไร ถึงเป็นเช่นนั้น

2.อ่อ – หาคำตอบให้เข้าใจตัวเอง

หาที่มาที่ไป แบบตรงไปตรงมา ละวางตัวตนเหมือนคนคนนี้ไม่ใช่เรา หรือบางอย่างไม่มีคำตอบก็ปล่อยไป

3.อึมม์ – ยอมรับตัวเองว่า โอเค เราคิดเช่นนั้นจริงๆ

มีกิเลส มีความทะยานอยาก มีความโลภ บลาๆๆๆ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นเช่นนี้ นี่คือความจริง มองให้เห็นทุกแง่ ทุกมุมมอง ทั้งแง่ไม่งาม และแง่งาม ในความจริงนั้น

4.อ่า – ให้อภัยตัวเองและตื่นรู้

ปล่อยวางไม่ยึดความคิด ไม่ยึดอารมณ์ ไม่ยึดตัวตนชั่วคราว ไม่ยึดตัวรู้ และเดินหน้าต่อ ด้วยความรักที่เต็มเปี่ยมในใจ

หัวปลีกล้วยที่ว่างเปล่า

การตื่นรู้ หรือการเดินทางภายใน ถ้าเปรียบคงเหมือนกับการปอกหัวปลีกล้วย

มองจากภายนอก หัวปลีมีสีแดงม่วง เมื่อปอกกาบปลีออก 3-4 ชั้น สีแดงค่อยๆจางลง กลายเป็นสีขาว เราจะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ว่า ข้างในปลีกล้วยเป็นสีขาวนะไม่ใช่สีแดง

ปอกกลีบหัวปลีต่อ สัมผัสและเห็นยางที่ไหลออกจากขั้ว ตอนที่เราแกะออกทีละชั้นๆ เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ว่า หัวปลีมียางเหนียวๆ สักพักเปลี่ยนสีจากยางขาวเป็นสีดำ ติดเสื้อผ้าซักไม่ออกด้วย

ปอกกลีบหัวปลีต่อ เห็นดอกกล้วยข้างใน มีลักษณะเล็กๆ เรียวๆ ปลายดอกมีเกสรสีเหลือง เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ว่า อ่อ นี่คือดอกกล้วยที่ซ่อนอยู่ในปลีกล้วยอีกที

ปอกกลีบหัวปลีต่อ ข้างในสุดจะมีแกนหัวปลีสีขาว เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ว่า ข้างในสุด มีแกนขนาดเล็กสีขาว ส่วนนี้จะอร่อยที่สุด อ่อนสุด และรสชาติไม่ฝาด

เมื่อนำมาทำอาหาร หัวปลีแปลงร่างเป็นทอดมันหัวปลี อยู่ในท้องเรา และก็สลายหายไป

เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ว่า ทุกอย่างเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง มีคุณค่าในตัวเอง จากหัวปลีสีม่วงแดงเปลี่ยนเป็นวิตามิน และพลังงานให้ผู้คน สุดท้ายก็ดับหายไป

การปอกเปลือกตัวเองเพื่อการตื่นรู้ เหมือนการปอกกลีบหัวปลี ต้องใช้ความกล้ายอมรับและละทิ้งตัวตนเปลือกนอก และค้นพบความจริง ค้นพบคุณค่าที่ซ่อนอยู่ ไปเรื่อยๆ

หากจะมีคนถามว่า หัวปลีสีอะไร หัวปลีคืออะไร อะไรคือคุณค่าที่แท้จริงของหัวปลี สุดท้ายหัวปลีไปไหน เราก็คงได้แต่แนะนำว่า ลองปอกเปลือกตัวเองดูค่ะ

Share on facebook
Share on twitter
Share on email