แก่นคำสอนหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

รู้สึกตัว…เห็นความคิด @ รูปกายนี้ มันเคลื่อนมันไหวอยู่เรื่อยๆ ไม่เคยหยุดนิ่ง ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ มันจะเคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ให้รู้ ผมเลยเอามาทำเป็นจังหวะ ทำจังหวะ : ยกมือเข้า เอามือออก ยกมือไป เอามือมา ฯลฯ เพื่อเป็นการเรียกร้องให้มีสติมั่นคงอยู่กับรูปกาย อย่างนี้ ตลอดไปถึงจิตใจคิดนึก สองอันนี้เป็นเชือกผูกสติเอาไว้ เมื่อความคิดเข้ามา เราเห็น-รู้ กำมือ เหยียดมือ ยกไป ยกมา นี้ก็รู้ แต่ไม่ต้องเอาสติมาจ้องตัวนี้ อย่าเอาสติมาคุมตัวนี้ ให้เอาสติไปคุมตัวความคิด คำว่า “ไปคุม” คือ ให้คอยดูมัน ดูไกลๆ ดูสบายๆ อย่าไปดูใกล้ๆ มันจะเป็นการเพ่ง ไม่เป็นมัชฌิมา จึงว่า – ทำใจไว้เป็นกลางๆ พอมันคิดปุ๊บ – ทิ้งไปเลย @การเฝ้าดูความคิดโดยไม่พยายามไปทำหรือจัดการอะไรกับมัน เพียงแต่ดูมันเฉยๆ แล้วปล่อยมันไป นี้คือหนทางของอิสรภาพจากทุกข์ @เพียงดูความคิดนี่แหละ เพียงความเคลื่อนไหวนี่แหละ มันเป็นเอง ความเป็นเองมันมีอยู่แล้ว พร้อมแล้วที่จะปรากฏในคนทุกคนได้ @เพียงเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของจิตใจ อย่าไปบังคับจิตไม่ให้คิด […]

We Oneness

We Oneness

18/12/2019

รู้ – ตื่น – เบิกบาน

รู้…เพราะเห็นตามความเป็นจริงตื่น…เพราะเข้าใจและเข้าถึงความไม่มีตัวตนที่แท้เบิกบาน…เป็นสุข เพราะเข้าถึงอิสรภาพที่อยู่เหนือการเกิดและการตาย รู้ หรือ สภาวะของจิตเดิมแท้ จะมีลักษณะที่สำคัญอยู่ 3 ประการ ได้แก่ รู้ (Mindfulness) คือ อาการรู้ที่มีแต่เดิมโดยธรรมชาติ เป็นการรู้เห็นตามความเป็นจริง ที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ โดยปราศจากการบังคับควบคุม เป็นการรู้ในปัจจุบันขณะอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีความเป็น “เรา” เข้าไปเจือปนหรือบังคับกดดัน ไม่ใช่ผลของการพยายามที่จะรู้สึกตัว แต่เป็นสภาวะรู้ที่มีอยู่แล้วโดยสมบูรณ์ตามธรรมชาติ เรียกว่าตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีการยึดมั่นในตัวตนของผู้ตื่น ตื่น (Awareness, Alertness, Awakening) คือ สภาวะตื่นตัวต่อสัจธรรมความจริง เป็นอาการเข้าใจและแจ้งชัดตระหนักรู้ต่อสัจธรรมที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ อันเป็นผลจากการรู้ตามธรรมชาติที่มีอยู่ เป็นสภาวะแห่งปัญญาที่สมบูรณ์ เบิกบาน(Freedom, Peace, Enlightenment) คือ สภาวะแห่งความเป็นอิสระ บริสุทธิ์ เบิกบาน เพราะปราศจากการครอบงำโดยความเป็นเรา อันเป็นผลมาจากความเข้าใจในสภาวะสัจธรรมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แล้วไม่มีการยึดติดผูกพันอยู่กับสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น จากหนังสือ หัวใจตื่นรู้ Photo by Austin Schmid on Unsplash

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

18/12/2019

เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง

เมื่อใดที่จิตพ้นจากความไม่รู้ การยึดถือในตัวตนจะถูกปล่อยวางลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง จิตข้ามพ้นจากการแบ่งแยก หัวใจใหม่ของเราจะเกิดการ Unity กับ Universe คือ เราและสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ ไม่มีทั้งผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ มีแต่อาการรู้ ไม่มีผู้รู้ หลอมรวม สืบต่อกัน เหลือเพียงความว่างเปล่า …จะเห็นทุกสิ่งว่า “ล้วนเป็นเช่นนั้นเอง” หรือ “ตถตา” ความทุกข์ร้อนและความดิ้นรนจะเบาบางจางคลาย เป้าหมายของชีวิตที่แท้จริงจะเกิดขึ้น เกิด อิสรภาพ สันติภาพ ภราดรภาพขึ้นในใจ เกิดความดี ความงาม ความจริง อันเป็นคุณค่าสูงสุดของชีวิตขึ้นในจิตของเราเท่านั้น ตถตา…ตถาคต… [1] “ดูกร อนุรุทธ สภาวธรรมทั้งปวงไม่มีใครบังคับได้ ซึ่งอาจเรียกว่า ‘ความเป็นเช่นนั้นเอง’ คือ ธรรมชาติอันมหัศจรรย์ของสภาพธรรมทั้งปวง ดอกบัวเกิดจาก ‘ความเป็นเช่นนั้นเอง’ ท่านอนุรุทธเองก็มาจาก ‘ความเป็นเช่นนั้นเอง’  พระสมณโคดมก็มาจาก ‘ความเป็นเช่นนั้นเอง’ “เราสามารถเรียกใครบางคนผู้มาจาก ‘ความเป็นเช่นนั้นเอง’ ว่า ‘ตถาตา’ หรือ ‘บุคคลผู้มาเช่นนั้นเอง’  เมื่อเกิดมาจาก ‘ความเป็นเช่นนั้นเอง’ […]

We Oneness

We Oneness

18/12/2019

บนเส้นทางแห่งการตื่นรู้ – 3/3

โลกเปลี่ยนไป เมื่อใจเปลี่ยนแปลง หากการบวชครั้งแรกคือประสบการณ์ทาง ‘ธรรมะ’ ครั้งแรกที่ชัดเจนที่สุด การบวชครั้งที่สองคงเป็นความเข้าใจเรื่องเดียวกันที่มากกว่าแค่การนึกคิดเอา เขาเริ่มจากเจอโลกใบใหม่ ตามมาด้วยความสนใจในธรรมะอย่างท่วมท้น ทั้งการอ่านหนังสือ ฟังเสียงบรรยาย และขมวดความเข้าใจเป็นความจำ เป็นถ้อยคำ เป็นตรรกะ ก่อนที่เวลาต่อมาจะพบว่าช่วงเวลานั้นสุดโต่งเกินไป อีกทั้งธรรมะแบบรู้เพราะคิดได้จำได้นั้นไม่ใช่หัวใจของเส้นทาง เมื่อผ่อนคลายความสุดโต่ง เขาเริ่มรู้จักการมีสติรู้ตัว สามารถใช้ชีวิตพร้อมสร้างความรู้เนื้อรู้ตัวมาที่กิจกรรมในชีวิตประจำวัน จนถึงการเริ่มต้นทำอาชีพงานสื่อสารความเข้าใจชีวิต กระทั่งทักษะทางใจที่สะสมไว้มาผสานกับความสงบในภาวะสั้นๆ ทว่าแจ่มแจ้งจนเกิดเป็นความเข้าใจที่ลุ่มลึกและแจ่มชัด ทั้งหมดนั้นคือเส้นทางอย่างย่อที่ ‘ธรากร กมลเปรมปิยะกุล’ ใช้ทำความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ‘ธรรมะ’ ซึ่งกลายเป็นตัวตนของเขาในปัจจุบัน ยุคสมัยที่การรับข่าวสารได้อย่างง่ายดาย นอกจากอ่านหนังสือธรรมะที่หลากหลาย การรับสารจากคลิปวีดีโอในอินเทอร์เน็ต เป็นวิธีการที่เขาใช้อย่างสม่ำเสมอในปัจจุบัน ทั้งเพื่อทำความเข้าใจระบบนิเวศของผู้คนที่เข้าถึงความจริงทั่วโลก และเพื่อเห็นความเชื่อมโยงหลายศาสตร์หลากผู้รู้ แต่นั่นเป็นเพียงความเข้าใจในเบื้องต้นที่ต้องอาศัยประสบการณ์ตรงพาไปเจอภาวะที่ลุ่มลึกด้วย “ช่วงหลังผมมีงานอดิเรกที่ทำแทบทุกครั้งที่ขับรถ คือการฟังคลิปการสัมภาษณ์ผู้ตื่นรู้จากทั่วโลก ไม่ใช่แค่ผู้รู้ที่เป็นที่รู้จักระดับโลกแล้วนะ แต่เป็นผู้ตื่นรู้ทั่วไปด้วย ผมฟังและติดตามจากช่อง Buddha at The Gas Pump หรือ ‘พบพุทธะ ณ ปั้มน้ำมัน’ ความหมายของชื่อช่องนี้ก็คือ ทุกวันนี้ เราอาจจะพบผู้ตื่นรู้ง่ายได้ในยุคปัจจุบันโดยที่เราไม่รู้ตัว ช่องนี้ได้สัมภาษณ์ผู้ตื่นรู้จากทุกมุมโลกกว่า 400 คน แต่ละคนจะมาแบ่งปันประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงในชีวิต […]

ธรากร กมลเปรมปิยะกุล

ธรากร กมลเปรมปิยะกุล

18/12/2019

บนเส้นทางแห่งการตื่นรู้ – 2/3

จากนักโฆษณาสู่งานสื่อเพื่อสังคม การบวชครั้งแรกของ ‘ธรากร กมลเปรมปิยะกุล’ เกิดขึ้นช่วงแรกของการทำงานโฆษณาในบริษัท TBWA เมื่อเขาเจอขุมทรัพย์ทางใจอย่าง ‘ธรรมะ’ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ บวกกับเห็นผลกระทบของงานโฆษณาในแบบที่ทำมา ทำให้เป้าหมายในอาชีพตอนนั้น คือการใช้ทักษะด้านสื่อสารของตัวเองมาเผยแพร่ธรรมะให้เกิดประโยชน์ในจิตใจผู้คน หรืออย่างน้อยก็สร้างสรรค์ผลงานที่เกื้อกูลผู้อื่น เขาแบ่งเวลาจากการคิดงานโฆษณาเพื่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาใช้เพื่อคิดโฆษณาที่สร้างสรรค์สังคม เช่น โฆษณาของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สายด่วนช่วยเหลือคนคิดฆ่าตัวตาย ของสะมาริตันส์ โครงการทำดีเพื่อพ่อ ของ สสส. ฯลฯ ทั้งในฐานะส่วนหนึ่งของงานบริษัท และงานอาสาส่วนตัว เวลาผ่านไป ปี 2551 เขายังคงเก็บเป้าหมายของตัวเองไว้ในใจเสมอ จนได้เข้าประกวดรางวัลชื่อ iCARE Awards ภายใต้บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (Magnolia Quality Development Corporation) เมื่อไอเดียได้รับรางวัล เขาเลยได้รับโอกาสมาริเริ่มและดูแลองค์กรสร้างสรรค์เพื่อสังคม iCARE  เป็นการใช้งบประมาณด้านความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ CSR ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาสร้างสรรค์งานสื่อสารและกิจกรรมดีๆ คืนให้สังคม ซึ่งเขาได้เริ่มต้นใช้ทักษะและความสนใจมาผสานรวมกัน “ปี 2551 ผมมีโอกาสเข้าประกวดโครงการ iCARE Awards ของบริษัทแมกโนเลีย […]

ธรากร กมลเปรมปิยะกุล

ธรากร กมลเปรมปิยะกุล

18/12/2019

เราจะเริ่มต้นปฏิบัติอย่างไร? …แนวทางไหนดี?

เพราะว่ามีมิตรรักหลายท่านมาพูดคุยปรึกษาหลังไมค์เกี่ยวกับธรรมะอยู่บ่อยๆ สเตตัสนี้จึงขอเขียนในสิ่งที่พอจะรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์แก่ท่านใดบ้าง โดยขอทุกท่านอย่าได้ถือว่านี่เป็นคำชี้แนะจากผู้รู้หรือผู้ปฏิบัติธรรมชั้นเลิศแต่อย่างใด อย่าได้เห็นว่าเป็นความอวดดีของผม และอย่าถือว่าเป็นที่สิ้นสุด แต่โปรดเห็นว่าเป็นเพียงการพูดคุยกันตามประสาคนคุ้นเคย และเป็นการเล่าประสบการณ์ลองผิดลองถูกจากคนกิเลสหนาคนหนึ่ง …แน่นอน ท่านย่อมเห็นและประจักษ์อยู่ในความผิดบาปของผมอันมากมาย ต่อไปนี้เป็นสาระล้วนและยาวมาก ใครไม่ใช่แนว รอดูสเตตัสกินเหล้าเมายาวันศุกร์แทนนะครับ  คำถามที่ผมมักได้รับก็คือ จะเริ่มต้นปฏิบัติอย่างไร? และจะปฏิบัติในแนวทางไหนดี? อาจจะเป็นเพราะว่าหลายท่านเห็นผมโพสต์คำสอนทั้งของ พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกส์ ฯลฯ มีเรื่องชวนขำเล็กๆก็คือ แต่ละท่านถามผมต่างกันไป บางท่านถามว่าผมเป็นพุทธหรือ? บางท่านถามว่าเป็นคริสต์หรือ? เป็นอิสลามหรือ? พูดตรงๆคือ มรึงเป็นอะไรกันแน่… เป็นบ้าครับ เอาล่ะ กลับมาที่คำถามข้างต้นนะครับ ๐ ตั้งคำถามคือก้าวแรก เพียงคำถามที่ว่า “จะเริ่มต้นปฏิบัติอย่างไร?” มันก็เป็นก้าวแรกของการปฏิบัติแล้วครับ เพราะเมื่อเรารู้สึกว่า เอาล่ะถึงเวลาที่เราต้องทำอะไรบางอย่างกับจิตใจของเราบ้างแล้ว นั่นแปลว่าเราพบว่าความคิดเดิมๆ ความเคยชินเดิมๆที่เรามีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหา หนำซ้ำเรายังพบอีกว่าความคิดเดิมๆ รูทีนเดิมๆของเราเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุของปัญหา เราจึงอยากหาความคิดใหม่ๆหรือสิ่งใหม่ๆ มาปรับเปลี่ยนแก้ไขปัญหาของเรา บางคนเรียกว่า มันเป็นขั้นแรกแห่งการพังทลายตัวตนของเรา ตัวตนที่เราเคยเชื่อว่าถูก ว่าดี กว่าใครๆ โลกทัศน์ของเราที่เราเคยเชื่อว่าวิเศษที่สุด บัดนี้ กลายเป็นปัญหาเองเสียแล้ว ทีนี้ […]

ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา

ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา

11/12/2019

ความว่างเปล่า : ชุนริว ซูซูกิ

เพราะสรรพสิ่งทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ล้วนไม่มีตัวไม่มีตน เป็นของว่างเปล่า ตั้งอยู่ไม่ได้ถาวรและสร้างทุกข์ทั้งสิ้น ดังนั้น การเข้าไปยึดจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแม้แต่การปฏิบัติ ล้วนแต่เป็นหนทางที่ทำให้เราเกิดการยึดติดขึ้นมา ดังนั้น จึงไม่มีใครที่ต้องพยายามทำอะไรเพื่อให้ได้อะไรหรือบรรลุถึงอะไรเลย เป็นเรื่องค่อนข้างปกติที่พวกเราจะพยายามค้นหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ โดยคิดว่าวิธีนี้จะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความจริงแล้วการที่ทำเช่นนี้ ลงท้ายเราจะไม่รู้อะไรเลย ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาของเราไม่ควรมาจากการรวบรวมข้อมูลจากที่นั่นที่นี่เพื่อเป็นความรู้เท่านั้น          แทนที่จะเก็บรวบรวมความรู้ เธอควรทำใจให้ผ่องแผ้วมากกว่า          ถ้าใจของเธอบริสุทธิ์ ความรู้ที่แท้จริงก็เป็นของเธอแล้ว เมื่อเธอฟังคำสอนของเราด้วยใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เธอจะยอมรับมันเหมือนกับว่า เธอกำลังฟังสิ่งที่เธอรู้มาก่อนแล้ว นี่เรียกว่าความว่างหรือตัวตนที่ทรงสรรพานุภาพ หรือสัพพัญญู…ผู้รู้ทุกสิ่งอย่าง เมื่อเธอรู้ทุกอย่าง เธอจะเป็นเหมือนท้องฟ้าที่มืดมิด บางครั้งจะมีสายฟ้าปรากฏขึ้นในท้องฟ้าที่มืดมิด แต่หลังจากที่มันผ่านไปแล้ว เธอจะลืมไป ไม่มีอะไรอีกนอกจากฟ้าที่มืดมิด          ท้องฟ้าไม่เคยประหลาดใจที่จู่ๆ สายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมา          เมื่อใดที่เกิดสายฟ้า เราจะได้เห็นภาพที่งดงาม เมื่อใดที่เรามีความว่างเปล่า เราจะพร้อมเสมอสำหรับการเฝ้าดูสายฟ้า ชุนริว ซูซูกิ Photo by Michał Mancewicz on Unsplash

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

11/12/2019

การตื่นรู้คืออะไร โดย พระไพศาล วิสาโล

ความหมายเบื้องต้นของการตื่นรู้คือ การมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เพราะคนเราส่วนใหญ่มักจะอยู่ในความหลง หลงเข้าไปในความคิด หลงเข้าไปในอารมณ์ ซึ่งทำให้เราไม่ต่างจากคนหลับหรือคนละเมอ คนเราที่หลงมีอยู่ 2 แบบ แบบแรกคือ หลงเพราะลืมตัวหรือไม่รู้ตัว แบบนี้เป็นกันเยอะ แต่แบบที่สองที่เป็นกันมากที่สุดก็คือ หลงเพราะไม่รู้ความจริง ไม่รู้ความจริงของสรรพสิ่ง ซึ่งครอบคลุมถึงไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเราเองด้วย ไปหลงคิดว่าสิ่งทั้งปวงมันเที่ยง มันเป็นสุข มันเป็นตัวเป็นตน แบบนี้เรียกว่าเป็นความหลงขั้นพื้นฐาน ซึ่งทำให้เกิดความยึดติดถือมั่น หลงแบบนี้บางทีเราก็เรียกว่า “อวิชชา” มีความอยากได้เข้ามาครอบครองเป็นของกู มีความหวงแหนว่านี่เป็นพวกของกู ซึ่งก็นำไปสู่การรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งที่ถือว่าไม่ใช่ของกู เพราะฉะนั้นมันก็เป็นความหลงที่นำไปสู่การเบียดเบียน และการทำลาย เมื่อใดก็ตามที่เราตื่นรู้ เริ่มจากมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ก็ทำให้เราไม่หลงเข้าไปในความคิด ไม่หลงเข้าไปในอารมณ์ และไม่ถูกกิเลสครอบงำ ถ้าเราต้องการที่จะมีความสุข มีอิสระ ก็ต้องทำใจของเราให้ตื่น เริ่มจากมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม อยู่แบบไม่ใช่คนหลับใหลหรือคนละเมอ แล้วความรู้ตัวทั่วพร้อมนี่แหละที่จะเป็นพื้นฐานไปสู่การทำความดี และเห็นความจริง มันก็จะบาทฐานไปสู่การตื่นรู้ เป็นอิสระจากมายาภาพ จากอวิชชา จากความหลงงมงาย ที่ไปเห็นสิ่งต่างๆ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เราจะไม่เห็นคนอื่นเป็นศัตรู แม้ว่าเขาจะมีความคิดต่างจากเรา  แม้ว่าเขาจะมีผิวสี เชื้อชาติ หรือสถานะต่างจากเรา ก็ยังเป็นมิตรกัน ตรงนี้เกิดจากการที่เรารู้จักตัวเอง จนถึงขั้นว่ามันไม่มีตัวกูเหลือเลย ยิ่งเรารู้จักตัวเองมากเท่าไร […]

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

10/12/2019

ออกจากลมหายใจแห่งความเจ็บปวด

คนเราต้องตื่นเพราะก่อนหน้านั้นชีวิตเราก็เหมือนอาศัยอยู่ในเปลือกไข่ แต่พอถึงเวลาก็จะมีเหตุบางอย่างมากระทบให้เราเห็นความจริงของจิตและกายนี้ เหมือนถึงเวลาต้องออกจากเปลือกไข่

ตา สุรางคนา สุนทรพนาเวช

ตา สุรางคนา สุนทรพนาเวช

09/12/2019
1 2