บนเส้นทางแห่งการตื่นรู้ – 1/3

จุดเปลี่ยนบนทางชีวิต ธรากร กมลเปรมปิยะกุล เรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม เรียน ปวช. ที่อัสสัมชัญพาณิชยการและเรียนปริญญาตรี ที่คณะบริหารธุรกิจ (ภาควิชาการตลาด) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ด้วยครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยและไม่ได้มีกิจการให้สืบทอด เป้าหมายในอาชีพของเขาจึงไม่ได้ต่างจากคนส่วนใหญ่ คือการเติบโตไปตามสาขาวิชาที่ร่ำเรียนมา เทอมสุดท้ายที่ไม่มีวิชาเรียนมากนัก เขาเริ่มต้นอาชีพเซลล์ขณะยังเป็นนักศึกษา หลังจากทำไปได้สักระยะ เขาเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานขาย เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาเลยใช้เวลาสำรวจตัวเองแล้วได้คำตอบว่า การสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์คือความสนใจของตัวเอง เช่นนั้นแล้ว ‘งานโฆษณา’ จึงกลายมาเป็นเป้าหมายของคนหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบ แม้ว่าวิชาการตลาดจะไม่ตรงกับเป้าหมายเสียทีเดียว แต่มันได้มาเป็นต้นทุนในการทำความเข้าใจโลกของธุรกิจ เมื่อชัดเจนว่าความสนใจคืออะไร เขานำเงินเก็บก้อนสุดท้ายสมัครเข้าเวิร์คช็อปต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานโฆษณา เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้เรียนรู้และฝึกทักษะในการคิดงาน จนกระทั่งได้เริ่มต้นทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ ด้วยความเอาจริงเอาจังกับงาน เขาค่อยๆ เติบโตตามความตั้งใจ ตำแหน่งที่สูงขึ้นทำให้ความรับผิดชอบมากขึ้นตามไปด้วย ช่วงเวลานั้นเขาแต่งงานกับผู้หญิงที่รักและกำลังจะมีลูกด้วยกัน แต่ความสัมพันธ์หนุ่มสาวติดขัดพอสมควร ขณะเดียวกันแม่ของเขาตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็ง หลายสิ่งเข้ามาสุมทับเป็นความหนักใจที่มักผุดแทรกขึ้นในชีวิตประจำวัน ทั้งที่เขาไม่ใช่คนสนใจศาสนามากนัก แต่ปรากฏว่า ‘การบวช’ คือวิธีการที่นึกถึงเพื่อคลี่คลายความโกลาหลในจิตใจ ด้วยเงื่อนไขของการทำงาน ชีวิตนักบวชเลยกินเวลาไม่นานนัก แต่มันได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นรู้และเปลี่ยนชีวิตที่เหลืออยู่ไปอย่างสิ้นเชิง เป้าหมายในแต่ละวัน-เดือน-ปีค่อยๆ ถอยออกจากความมั่นคั่งในแวดวงโฆษณา เขยิบเข้าใกล้วิชาที่พระพุทธเจ้าค้นพบเมื่อกว่าสองพันปีก่อน กระทั่งหนักแน่นว่าความมั่นคงในจิตใจคือความสนใจ ทั้งการนำ ‘ธรรมะ’ มาทำความเข้าใจตัวเอง ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน […]

ธรากร กมลเปรมปิยะกุล

ธรากร กมลเปรมปิยะกุล

18/12/2019

เราจะเริ่มต้นปฏิบัติอย่างไร? …แนวทางไหนดี?

เพราะว่ามีมิตรรักหลายท่านมาพูดคุยปรึกษาหลังไมค์เกี่ยวกับธรรมะอยู่บ่อยๆ สเตตัสนี้จึงขอเขียนในสิ่งที่พอจะรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง เผื่อว่าอาจจะเป็นประโยชน์แก่ท่านใดบ้าง โดยขอทุกท่านอย่าได้ถือว่านี่เป็นคำชี้แนะจากผู้รู้หรือผู้ปฏิบัติธรรมชั้นเลิศแต่อย่างใด อย่าได้เห็นว่าเป็นความอวดดีของผม และอย่าถือว่าเป็นที่สิ้นสุด แต่โปรดเห็นว่าเป็นเพียงการพูดคุยกันตามประสาคนคุ้นเคย และเป็นการเล่าประสบการณ์ลองผิดลองถูกจากคนกิเลสหนาคนหนึ่ง …แน่นอน ท่านย่อมเห็นและประจักษ์อยู่ในความผิดบาปของผมอันมากมาย ต่อไปนี้เป็นสาระล้วนและยาวมาก ใครไม่ใช่แนว รอดูสเตตัสกินเหล้าเมายาวันศุกร์แทนนะครับ  คำถามที่ผมมักได้รับก็คือ จะเริ่มต้นปฏิบัติอย่างไร? และจะปฏิบัติในแนวทางไหนดี? อาจจะเป็นเพราะว่าหลายท่านเห็นผมโพสต์คำสอนทั้งของ พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกส์ ฯลฯ มีเรื่องชวนขำเล็กๆก็คือ แต่ละท่านถามผมต่างกันไป บางท่านถามว่าผมเป็นพุทธหรือ? บางท่านถามว่าเป็นคริสต์หรือ? เป็นอิสลามหรือ? พูดตรงๆคือ มรึงเป็นอะไรกันแน่… เป็นบ้าครับ เอาล่ะ กลับมาที่คำถามข้างต้นนะครับ ๐ ตั้งคำถามคือก้าวแรก เพียงคำถามที่ว่า “จะเริ่มต้นปฏิบัติอย่างไร?” มันก็เป็นก้าวแรกของการปฏิบัติแล้วครับ เพราะเมื่อเรารู้สึกว่า เอาล่ะถึงเวลาที่เราต้องทำอะไรบางอย่างกับจิตใจของเราบ้างแล้ว นั่นแปลว่าเราพบว่าความคิดเดิมๆ ความเคยชินเดิมๆที่เรามีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหา หนำซ้ำเรายังพบอีกว่าความคิดเดิมๆ รูทีนเดิมๆของเราเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุของปัญหา เราจึงอยากหาความคิดใหม่ๆหรือสิ่งใหม่ๆ มาปรับเปลี่ยนแก้ไขปัญหาของเรา บางคนเรียกว่า มันเป็นขั้นแรกแห่งการพังทลายตัวตนของเรา ตัวตนที่เราเคยเชื่อว่าถูก ว่าดี กว่าใครๆ โลกทัศน์ของเราที่เราเคยเชื่อว่าวิเศษที่สุด บัดนี้ กลายเป็นปัญหาเองเสียแล้ว ทีนี้ […]

ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา

ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา

11/12/2019

6 ปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติรุดหน้า

ในการปฏิบัติให้ได้ดีนั้น ชีวิตผู้ปฏิบัติควรประกอบไปด้วยปัจจัย 6 ประการ คือ 1. มีเจตนามุ่งมั่น คือ มีเป้าหมายและความตั้งใจในการที่จะทำสิ่งที่ปฏิบัติให้สำเร็จ 2. มีความใส่ใจ คือ มีการสอดส่อง คอยฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนอย่างสม่ำเสมอ 3. มีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ คือ มีการปฏิบัติที่ต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน ไม่หยุด แม้จะหมดกำลังใจ และยังหมายถึงไม่เปลี่ยนใจไปโดยง่าย เช่น หากลงมือปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็ทำในรูปแบบนั้นไปเลย ไม่โลเล วอกแวก จนกว่าจะทดลองและได้ผลสรุปแล้วว่าถูกทางหรือไม่ถูกทาง 4. มีที่ปรึกษาหรือครูบาอาจารย์ คือ ผู้ปฏิบัติในขั้นต้นไปจนถึงขั้นปลายควรมีอาจารย์คอยแนะนำให้คำปรึกษา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากทำเองแต่เพียงผู้เดียว ผู้ฝึกฝนอาจปฏิบัติผิดรูปแบบหรือทำในสิ่งที่ผิดจนเดินไปสู่ทางเสื่อมได้ 5. มีชุมชนที่ปฏิบัติร่วมกัน คือ มีกลุ่มหรือชุมชนเป็นผู้ร่วมทางเดินเดียวกัน สำหรับช่วยเกื้อหนุนให้ผู้ศึกษาหรือฝึกฝนเจริญงอกงามขึ้นไปในชีวิตที่ประเสริฐกว่าเดิม 6. มีหลักปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ มีหลักการในการฝึกฝนที่ถูกทางและมีหลักปฏิบัติที่เป็นหนทางนำไปสู่การตื่นรู้ได้จริง Photo by Jyotirmoy Gupta on Unsplash

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

09/12/2019

ออกจากลมหายใจแห่งความเจ็บปวด

คนเราต้องตื่นเพราะก่อนหน้านั้นชีวิตเราก็เหมือนอาศัยอยู่ในเปลือกไข่ แต่พอถึงเวลาก็จะมีเหตุบางอย่างมากระทบให้เราเห็นความจริงของจิตและกายนี้ เหมือนถึงเวลาต้องออกจากเปลือกไข่

ตา สุรางคนา สุนทรพนาเวช

ตา สุรางคนา สุนทรพนาเวช

09/12/2019

12 เหตุผลที่ทำให้ชาวพุทธหลายคนไม่สามารถเข้าถึงผลแห่งการปฏิบัติภาวนา โดย พศิน อินทรวงค์

1ถ้าไม่หายสงสัยจะไม่ทำ หมายความว่า เป็นคนที่ต้องเห็นถึงจะยอมทำ ต้องรู้ให้ได้ว่า นรกมีจริง สวรรค์มีจริง ชาตินี้ชาติหน้ามีจริง ถ้าไม่เห็นด้วยตาตนเอง จะไม่ยอมทำอะไรเลย แล้วถ้าคิดเช่นนี้ก็คงไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พิสูจน์ไม่ได้ พิสูจน์ได้แน่นอน แต่ต้องใช้เวลา ต้องพัฒนาจิตไปได้ระดับหนึ่งจึงสามารถรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะขอเห็นก่อนโดยไม่ลงมือปฏิบัติ คนพวกนี้จึงได้แต่โต้แย้งในสิ่งที่ตนเองสงสัย ทำให้สูญเสียเวลาชีวิตไปเปล่า ๆ 2เห็นประโยชน์และมีความศรัทธา แต่มีข้ออ้างมากมายเพราะความเกียจคร้าน คนเหล่านี้จะชอบทำบุญมากกว่าการภาวนา เพราะทำได้ง่ายกว่า ซึ่งก็ไม่ผิด แต่การทำบุญทำทานก็ไม่ใช่ตัวที่จะทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งได้ ถือว่าเป็นกลุ่มที่เข้ากระแสความดีแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงตัวแก่นของพระพุทธศาสนา 3พูดมากเกินไป หมายความว่า เมื่อหาความรู้ได้แล้ว แทนที่จะลงมือปฏิบัติ กลับนำความรู้มาโต้เถียง วิเคราะห์ เที่ยวจับผิดสำนักนั้นสำนักนี้ โดยที่ไม่ได้ลงมือพัฒนาจิตใจของตน ผลที่ตามมาคือ จิตใจจะยิ่งตกต่ำลงเรื่อย ๆ เพราะอัตตาตัวตนพอกพูน คิดว่าตนเองดีกว่าผู้อื่นเพราะรู้หลักธรรมมาก 4ติดความดีมากเกินไป หมายความว่า มุ่งมั่นในการทำสาธารณประโยชน์มากเกินไป ช่วยเหลือผู้อื่นจนไม่มีเวลาช่วยเหลือตนเอง เมื่อช่วยเหลือผู้อื่นไปนาน ๆ มักจะมีความทุกข์ตามมาในภายหลัง เพราะเก็บเรื่องความทุกข์ของผู้อื่นมาคิด จนวุ่นวายปวดหัวไปหมด สุดท้ายก็เกิดความท้อแท้ เพราะไม่เข้าใจว่า โลกคือสิ่งที่เราไปควบคุมไม่ได้ 5มุ่งอยู่กับความผิดของผู้อื่น หมายความว่า ใช้เวลาจับผิดคนทั้งโลก […]

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

หนังสือ หัวใจตื่นรู้

17/09/2019

ตื่นรู้ สู่หนึ่งเดียวกัน|พระไพศาล วิสาโล

ยิ่งถ้าหากว่าคุณปฏิบัติธรรมอย่างลึกซึ้งจนกระทั่งไม่มีตัวกู มองตนโดยไม่มีตน โลกมันจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จิตใจก็จะแผ่กว้างไปจนกระทั่งมองเห็น

New Heart New World

New Heart New World

19/08/2019